Monday, November 4, 2013
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ตอนช่วงเปิดตัว iPhone 5s ก็มีวีดีโอเปรียบเทียบความเร็ว ตอนเปิดเครื่อง และ เข้าเว็บมาแล้ว คราวนี้ถึงเวลาเปรียบเปทียบประสิทธิภาพกันระหว่าง iPad Air และ iPad 1 - iPad 4 มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
เริ่มด้วยการเปิดเครื่อง iPad Air (iPad 5) นั้นสามารถบูตเข้าหน้า Home Screen ได้ก่อนใครแบบชัดเจน ตามด้วย iPad 1 และ iPad 4 ส่วนการเข้าเว็บนั้น iPad Air ก็สามารถแสดงผลได้รวดเร็วที่สุด ตามมาติด ๆ ด้วย iPad 4 ประสิทธิภาพที่ล้ำเหนือ iPad รุ่นอื่นๆ ก็เพราะ A7 Procoessor นั่นเอง ซึ่ง จากการแงะเครื่องไอแพดแอร์ ก็พบว่า A7 Processor ของ iPad Air นั้น เร็วกว่าของ iPhone 5s อีกด้วย
Monday, November 4, 2013 by GiZMo · 0
Monday, October 28, 2013
ในเดือนหน้า พฤศจิกายน แอปเปิลจะเริ่มจำหน่าย iPad Air และ iPad mini 2 แล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจ นั่นก็คือ แอปเปิลตัดสินใจยกเลิกจำหน่าย iPad 4 แต่ยังจำหน่าย iPad 2 อยู่ต่อไป ทั้งๆ ที่ไอแพดนี้ เปิดตัวมาตั้งแต่ มีนาคม 2011 แล้วก็ตาม เรียกว่าเกือบสามปีทีเดียวทีตั้งแต่เริ่มจำหน่าย
ทางบริษัทนักวิเคราะห์ Consumer Intelligence Research Partners นั้นได้ให้ความเห็นว่า แม้ ลูกค้าจะชื่นชอบหน้าจอคมชัดอย่าง Retina Display และชิพที่มีประสิทธิภาพสูงก็ตาม แต่ก็มี กลุ่มลูกค้าจำนวนไม่น้อย ที่ยังพอใจกับ iPad 2 อยู่
ยอดจำหน่าย iPad 2 นั้นมีมากถึง 22% ของยอดขายในสหรัฐฯ ในไตรมาสที่สิ้นสุดที่เดือนกันยายน แม้จะลดลงจาก 35% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ก็ถือว่าตัวเลขยังมากอยู่อย่างมีนัยยะทีเดียว บางปัจจัยที่ iPad 2 ยังคงขายดีเพราะ ตัว 30-pin connector นั่นเอง เพราะในสถานบันการศึกษา นั้น ยังคงใช้พอร์ตรุ่นเก่านี้อยู่ ซึ่งแน่นอนลูกค้ากลุ่มนี้ คงไม่เปลี่ยนไปไปใช้ lightning อย่างทันที
iPad 2 นั้นแม้จะยังขายได้ แต่ยังมีจำหน่ายต่อไป แต่ iPad 2 น่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าน้อยลงไปเรื่อย ๆ
Monday, October 28, 2013 by GiZMo · 1
Tuesday, June 11, 2013
iOS 7 เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วในงาน WWDC 2013 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ รวมทั้งการยกเครื่อง หน้าตาการใช้งานใหม่ ที่ทำให้ ไอโฟนเครื่องเก่า ดูใหม่ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่เช่นเดิม iOS 7 นั้นสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ iOS บ้างรุ่นจะไม่ได้ไปต่อ หรือไม่รองรับการใช้งาน iOS 7 แล้ว มาดูกันว่า iPhone, iPad, iPod touch ที่คุณใช้อยู่นั้น ใช้ iOS 7 ได้หรือไม่ ?
อุปกรณ์ iOS ที่รองรับ iOS 7
iPhone หลังจากอึดทนมานาน iPhone 3GS ก็อดอัพเกรด iOS 7 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มรองรับตั้งแต่ iPhone 4
เป็นต้นไป เหตุผลน่าจะเป็นที่ iOS 7 รองรับ full multitasking เต็มรูปแบบแล้ว สเปคเครื่องต้องแรง
- iPhone 4
- iPhone 4S
- iPhone 5
iPad สำหรับไอแพดเริ่มตั้งแต่ iPad 2 ผู้ใช้ไอแพดสอง ได้ยิ้มกัน
- iPad 2
- iPad 3 (New iPad)
- iPad 4 (with Retina Display)
- iPad mini
iPod touch ส่วน iPod touch 4G แม้จะใช้ ซีพียูตัวเดียวกับ iPhone 4 แต่หน่วยความจำน้อยกว่าครึ่ง จงไม่ได้ไปต่อ ทางแอปเปิลก็ออก iPod touch 5G รุ่น 16 GB แทน
Tuesday, June 11, 2013 by GiZMo · 0
Tuesday, January 29, 2013
ยืนยันแล้ว untethered jailbreak tool สำหรับ iOS 6.1 / 6.0 จะรองรับ อุปกรณ์ iOS เกือบทั้งหมดรวมทั้ง iPhone 5, iPad mini, iPad 4 และอื่น ๆ
MuscleNerd ตัวแทนจากกลุ่มแฮกเกอร์ชื่อ "Evad3rs" ได้ให้ข้อมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับ เครื่องมือเจลเบรค iOS 6 แบบสมบูรณ์ เปิด/ปิดเครื่องเองได้ ไม่ต้องใช้โปรแกรมช่วย ที่ตอนนี้พร้อมใช้งานแล้ว เพียงแต่รอ แอปเปิลปล่อย iOS 6.1 Final version ออกมาเท่านั้น
ข่าวดีก็คือ อุปกรณ์ iOS ทุกรุ่นสามารถใช้เจลเบรค iOS 6.1 ได้ ยกเว้นเพียงแต่ Apple TV 3G / 2G เท่านั้น ที่ไม่สามารถ เจลเบรคได้
อปุกรณ์ที่รองรับ untethered jailbreak iOS 6.1 ได้แก่
- iPhone 5
- iPhone 4S
- iPhone 4
- iPhone 3GS
- iPad Mini
- iPad 2
- iPad 3
- iPad 4
- iPod Touch 5th Gen
- iPod Touch 4th Gen
ส่วนใครอยากจะเจลเบรคเร็วๆ คงต้องไปเร่ง Apple ให้เลิกกั๊ก ออก iOS 6.1 Final version firmware ออกมาไว ๆ ซะแล้ว
Tuesday, January 29, 2013 by GiZMo · 1
Monday, January 28, 2013
![]()
ข่าวเคลื่อนไหวล่าสุดของวงการเจลเบรค จากทีมเจลเบรคทีมใหม่ "Evad3rs" ที่นำ ทีมโดย pod2g ได้ออกมายืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า เครื่องมือเจลเบรคแบบสมบูรณ์ (untethered jailbreak tool) สำหรับ iOS 6.0 และ iOS 6.1 พร้อมแล้ว หลังจากเผยว่า เจลเบรคอนาคตสดใส มาก่อนหน้านี้
สำหรับการเจลเบรคครั้งนี้ pod2g ไม่ได้เป็นคนหลักที่พัฒนาเครื่องมือครั้งนี้ แต่เป็น @planetbeing และ @pimskeks สมาชิกจากกลุ่ม iPhone Dev Team ที่เป็นคนพัฒนาเครื่องมือเจลเบรค iOS 6 นั่นเอง โดย untethered jailbreak
iOS 6 คากว่าจะสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ดังนี้
- iPhone 5
- iPhone 4S
- iPhone 4
- iPhone 3GS
- iPad 2
- New iPad (iPad 3)
- iPad with Retina Display (iPad 4)
- iPad Mini
- iPod touch 5G
แต่อย่างเพิ่งตื่นเต้นไป เครื่องมือเจลเบรค ยังไม่ออกมาให้ใช้ในเร็วๆ นี้ เพราะแฮกเกอร์ กำลังรอ Apple ปล่อย iOS 6.1 ตัวสุดท้าย (Final version) ออกมาซะก่อน ซึ่งเมื่อวานนี้เพิ่งออก iOS 6.1 beta 5 ออกมา ทางแฮกเกอร์ต้องรอ เพื่อจะ ทำการปรับ Cydia ให้ทำงานได้สมบูรณ์กับ iOS 6 การเจลเบรคครั้งนี้ หลายๆ คนแทนที่จะกดดัน แฮกเกอร์ให้ปล่อยเร็ว ๆ กลับต้องกดดันแอปเปิลให้ปล่อย iOS 6.1 เร็ว ๆ แทน
นอกจากนี้ ทางแฮกเกอร์ pod2g ได้แย้ม ๆ ไว้ว่า ระหว่างที่ช่วง @planetbeing และ @pimskeks นั้น เขาได้ค้นพบช่องโหว่อื่นอีกด้วย ซึ่งขอเก็บไว้สำหรับ เจลเบรคในอนาคต อย่าง jailbreak iOS 7 นั่นเอง
Monday, January 28, 2013 by GiZMo · 1
Sunday, January 27, 2013
ทาง Griffin ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับแอปเปิล ได้ออกสินค้าตัวใหม่ ในงาน CES 2013 ที่ผ่านมา ชื่อ PowerDock 5 ซึ่งเหมาะมาก ๆ สำหรับสาวกที่มี อุปกรณ์พกพาของ แอปเปิลเยอะ ๆ อย่าง iPhone, iPod, iPad, iPad mini เพราถ้าชาร์จอุปกรณ์ พวกนี้พร้อมกัน คงรก และเต้าเสียบปลั๊กคงไม่พอ โดยตัว PowerDock 5 ออกแบบ มาให้วางตัวเครื่องในแนวนอน โดยมีที่ผิงเครื่องไว้ โดยสามารถใช้ได้กับทุก อุปกรณ์ iOS รวมทั้ง iPad ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยจะมี ช่องเสียบ USB port มาให้ 5 ช่องด้วยกัน ดังนั้นจึงรองรับการใช้งานกับ 30-Pin Dock Connecter และ lighitning port โดยแต่ละช่องจะฉลาดพอที่จะรู้ว่า แต่อุปกรณ์ที่ เสียบชาร์จอยู่ ยังต้องชาร์จไปอีกเท่าไหร่ สนนราคา PowerDock 5 นี้อยู่
$99.99 หรือประมาร 3,000 กว่าบาทนั่นเอง
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://store.griffintechnology.com/powerdock-5-device-charger
Sunday, January 27, 2013 by GiZMo · 0
Friday, January 25, 2013
pod2g ตั้งทีม evad3rs เฝ้ารอ Apple ออก iOS 6.1 เพื่อเตรียมปล่อย untethered jailbreak สำหรับ iPhone 5, iPad mini
เหล่าแฮกเกอร์มือฉมัง ได้แก่ pod2g, MuscleNerd, planetbeing และ pimskeks ได้ ตั้งดรีมทีมขึ้นมาใหม่ โดยตั้งชื่อว่า @evad3rs โดยเหล่าแฮกเกอร์เหล่านี้ ล้วนเคยมี ผลงานในการสร้างเครื่องมือเจลเบรคมาแล้วทั้งนั้น เอาหละสิ เหตุการณ์คล้าย ๆ กับ ช่วงเจลเบรค iOS 5 นั่นเองที่มีการตั้ง dreamteam เฉพาะกิจขึ้นมาแบบนี้ แม้จะ ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทีม "evad3rs" ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร แต่ดูจาก ลูกทีมแล้ว ก็คงไม่พ้นการเตรียมออกเครื่องมือเจลเบรค iOS 6 ตัวสมบูรณ์ แน่นอน
สำหรับการเจลเบรค iOS 6 นั้นตอนนี้สำหรับเครื่องรุ่นใหม่ ยังไม่สามารถทำได้ และช่วงนี้มีความเคลื่อนไหว ออกมาเรื่อย ๆ จากทาง pod2g และ planetbeing ที่เผยว่าพบช่องโหว่ในการเจาะ iOS 6 ถึง 2 ช่องโหว่ด้วยกัน และมีอนาคตที่สดใส ล่าสุด ทางแฮกเกอร์เอง ก็ดูเหมือนว่าจะรอปล่อยเครื่องมือเจลเบรค หลังจาก Apple ออก iOS 6.1 GM หรือ Final version ซะก่อน ซึ่งล่าสุด ออก iOS 6.1 beta 4 ที่จะหมดอายุในเร็ว ๆ นี้
Friday, January 25, 2013 by GiZMo · 0
Red Friday 2013 โปรโมชั่นลดราคา MacBook Pro, MacBookAir, iPad, iPod touch ฉลองตรุษจีนเริ่มแล้ววันนี้เท่านั้น ลดสูงสุด 3,120 บาท
![]()
จากที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้ Apple ลดสินค้าของแอปเปิล ฉลองตรุษจีน โดยเรียกว่า Red Friday ไม่ว่าจะเป็น
iPod touch, MacBookAir, MacBook Pro, iPad และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ผ่านทาง Apple Store Online Thailand ตอนนี้ก็เริ่มเรียบร้อยแล้ว เผื่ออใครอยากซื้อของดีราคาถูกก็รีบหน่อย เพราะลดพิเศษเฉพาะวันนี้เท่านั้น เฉพาะสั่งผ่านออนไลน์ store.apple.com/th เท่านั้น
สำหรับ Red Friday 2013 สำหรับ iPhone 5 ไม่ลดราคาเหมือนปีก่อนหน้านี้ แต่สำหรับ iPad mini ที่เป็นสินค้าใหม่ก็ไม่ได้ลดราคาเช่นกัน ส่วนรายการสินค้าที่ลดราคามีดังนี้
กลุ่ม iPad นั้นลดอยู่เริ่มต้นที่ 1,420 จบที่ 1,820 บาท
- iPad with Retina Display (iPad 4) ความจุ16GB Wifi ราคา 16,500 บาท ลดเหลือ 15,080 บาท (ลด 1,420 บาท)
- iPad with Retina Display (iPad 4) ความจุ 32GB Wifi ราคา 19,500 บาท ลดเหลือ 17,880 บาท (ลด 1,620 บาท)
- iPad with Retina Display (iPad 4) ความจุ 64GB Wifi ราคา 22,500 บาท ลดเหลือ 20,680 บาท (ลด 1,820 บาท)
- iPad with Retina Display ความจุ 16GB Wifi + 3G ราคา 20,500 บาท ลดเหลือ 19,080 บาท (ลด 1,420 บาท)
- iPad with Retina Display ความจุ 32GB Wifi + 3G ราคา 23,500 บาท ลดเหลือ 21,180 บาท (ลด 1,620 บาท)
- iPad with Retina Display ความจุ 64GB Wifi + 3G ราคา 26,500 บาท ลดเหลือ 24,680 บาท (ลด 1,820 บาท)
- iPad 2 รุ่น Wifi ความจุ 16GB ราคา 13,500 บาท ลดเหลือ 12,080 บาท (ลด 1,420 บาท)
- iPad 2 รุ่น Wifi +3G ความจุ 16GB ราคา 17,500 บาท ลดเหลือ 16,080 บาท (ลด 1,420 บาท)
กลุ่ม iPod นั้นเริ่มลดตั้งแต่ 420 – 1,420 บาท
- iPod Touch Gen 5 ความจุ 32GB ราคา 9,900 บาท ลดเหลือ 8,880 บาท (ลด 1,020 บาท)
- iPod Touch Gen 5 ความจุ 64GB ราคา 13,500 บาท ลดเหลือ 12,080 บาท (ลด 1,420 บาท)
- iPod Touch Gen 4 ความจุ 16GB ราคา 6,500 บาท ลดเหลือ 5,780 บาท (ลด 720 บาท)
- iPod nanoความจุ 16GB ราคา 5,500 บาท ลดเหลือ 5,080 บาท (ลด 420 บาท)
กลุ่ม Mac ปีนี้น่าเสียดายที่ iMac ไม่ได้ลดด้วยเหมือนปีที่แล้ว ส่วนที่ลดปีนี้ ก็เป็นตระกูลโน๊ตบุคทั้งหลาย ลดเท่ากันทั้งหมด 3,120 บาท
- MacBook Air 11 นิ้ว 64 GB ราคา 32,900 บาท ลดเหลือ 29,780 บาท (ลด 3,120 บาท)
- MacBook Air 11 นิ้ว 128 GB ราคา 36,900 บาท ลดเหลือ 33,780 บาท (ลด 3,120 บาท)
- MacBook Air 13 นิ้ว 128 GB ราคา 39,900 บาท ลดเหลือ 36,780 บาท (ลด 3,120 บาท)
- MacBook Air 13 นิ้ว 256 GB ราคา 49,900 บาท ลดเหลือ 46,780 บาท (ลด 3,120 บาท)
- MacBook Pro เริ่มต้น ราคา 39,900 บาท ลดเหลือ 36,780 (ลด 3,120 บาท) และรุ่นอื่นๆ ก็ลดเท่ากัน 3,120 บาท
- MacBook Pro with Retina Display เริ่มต้นราคา 56,900 บาท ลดเหลือ 53,780 บาท และรุ่นอื่นๆ ก็ลดเท่ากันที่ 3,120 บาท
กลุ่มอุปกรณ์เสิรม ที่น่าสนใจก็คือพวก Smart Case และ Smart Cover ที่ลดหลายร้อยเลยทีเดียว
- AirPort Express ราคา 3,200 บาท ลดเหลือ 2,880 บาท (ลด 320 บาท)
- AirPort Extreme ราคา 5,600 บาท ลดเหลือ 4,980 บาท (ลด 620 บาท)
- Time Capsule ราคา 9,500 บาท ลดเหลือ 8,880 บาท (ลด 620 บาท)
- Apple magic Mouse ราคา 2,390 บาท ลดเหลือ 2,040 บาท (ลด 350 บาท)
- Magic Trackpad ราคา 2,390 บาท ลดเหลือ 2,040 บาท (ลด 350 บาท)
- Wireless Keyboard ราคา 2,390 บาท ลดเหลือ 2,040 บาท (ลด 350 บาท)
- iPad Samrt Case ราคา 1,790 บาท ลดเหลือ 1,280 (ลด 510 บาท)
- iPad Samrt Cover – Polyurethane ราคา 1,590 บาท ลดเหลือ 1,180 บาท (ลด 410 บาท)
- iPad Smart Cover – Leather ราคา 2,790 บาท ลดเหลือ 1,980 บาท (ลด 810 บาท)
- Apple In-Ear Headphones with Remote and Mic ราคา 2,990 บาท ลดเหลือ 2,640 บาท (ลด 350 บาท)
- Apple In-EarPods with Remote and Mic ราคา 1,090 บาท ลดเหลือ 840 บาท (ลด 250 บาท)
- Lightning to USB Cable ราคา 690 บาท ลดเหลือ 540 บาท (ลด 150 บาท)
- Lightning to 30 – pin Adapter ราคา 1,090 บาทลดเหลือ 940 บาท (ลด 150 บาท)
เชิญไปเลือกซื้อกันได้เลยที่ http://store.apple.com/th/browse/new_year/red_friday ย้ำว่าวันนี้ (ศุกร์ 25 มกราคม วันเดียวเท่านั้น)
by GiZMo · 0
Sunday, December 9, 2012
ทางเว็บ Which? จากประเทศอังกฤษ ที่เป็นนิตยสารเพื่อผู้บริโภค ที่คอยทดสอบและรีวิวสินค้าต่าง ๆ รวมถึงสินค้าไอทีด้วย ซึ่งน่าจะคล้ายๆ กับ ฉลาดซื้อบ้านเรา ทาง Which? ได้ทำการทดสอบแบตเตอร์รี่ของ แทบเล็ตรุ่นต่างๆ ทั้งสามระบบคือ iOS, Android, Windows RT ซึ่งแน่นอนผลที่ได้นั้น Apple ก็ยืนนำหน้าอยู่หัวแถวทั้ง iPad รุ่นพี่ใหญ๋ และ iPad mini น้องใหม่ ในเรื่องความอึดของแบตเตอร์รี่ที่ ใช้ได้ยาวนาน ได้อย่างสง่างาม
Which? ได้ทำการทดสอบระยะการใช้งานของแบตเตอร์รี่ในแทบเล็ตต่าง ๆ ผ่านทาง WiFi หรือ 3G (ใช้ 3G ถ้าอุปกรณ์นั้นรองรับก่อน) ด้วยการล่องเว็บ และเปิดเล่นวีดีโอ และเปิดความสว่างไว้เท่ากัน โดยใช้ มิเตอร์วัดความสว่าง อยู่ที่ 200 nits
เริ่มที่ แทบเล็ต หน้าจอใหญ่ประมาณ 9-10 นิ้ว ผู้นำเรื่องแบตอึด ก็ต้องยกให้ iPad with Retina Display (iPad 4) ที่ได้ผลก็คือใช้ได้ยาวนาน 811 นาที (13.5 ชั่วโมง) ตามด้วย iPad 2 ที่ใช้ได้ 590 นาที (9.8 ชั่วโมง) ส่วนแอนดรอย์แทบเล็ตนั้น ยังห่างไกลจาก iPad ทั้งสองรุ่นเยอะ ที่ใช้แบตได้นานสูงสุดก็คือ Sony Xperia Tablet S ที่ 534 นาที ตามาติด ด้วย Samsung Galaxy Tab 2 10.1
ส่วนน้องใหม่อย่าง Microsoft Surface RT แทบเล็ตสายตรงจากไมโครซอฟต์นั้น นั้นอยู่ระดับกลาง ๆ คือใช้ได้นาน 501 นาที (8.3 ชั่วโมง) ส่วนที่สอบตกก็คือ Google Nexus 10 หน้าจอ สวยงามคมชัด แต่เปลืองแบตเตอร์รี่สุด ๆ ใช้ได้นาน 488 นาที (8.1 ชั่วโมง) ส่วนที่ อันดับสุดท้ายก็คือ Asus eee Pad Transformer Prime ใช้ได้เพียง 335 นาทีโดย ไม่มี keyboard แต่ถ้าเสียบเจ้าคียบอร์ดนี้ ก็ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานได้เป็น 661 นาที (11 ชั่วโมง)
มาถึงรุ่นเล็กบ้างกับ แทบเล็ตน้าจอ 7 นิ้ว แน่นอน นำโด่งก็คือ iPad mini ที่แม้ขายแพงกว่า คนอื่น ก็มาพร้อมคุณภาพ ใช้ได้นาน 783 นาที (13 ชั่วโมง) ซึ่งใช้ได้ยาวนานกว่า Amazon Kindle Fire HD ถึง 3 ชั่วโมง ที่ใช้ได้นาน 591 นาที (9.8 ชั่วโมง) ส่วน อันดับสามก็คือ Google Nexus 7 กับผล 550 นาที ประมาณ 9 ชั่วโมง
เหตุผลที่ แอปเปิลสามารถนำคะแนนโด่ง กว่าระบบอื่นก็เพราะว่า แอปเปิลใช้ระบบปิด ทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง โดยทั้งฮาร์ดแวร์ และระบบปฎิบัติการที่ออกแบบ เองทั้งหมด รวมทั้ง iOS ยังไม่ใช่ระบบ multitasking เต็มตัว แบบ Android นั่นเอง ทำให้ ช่วยควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ใครชอบแบตอึด ๆ ใช้ได้ทนนาน คงรู้แล้วสินะว่า ใช้ของระบบไหนดี
ที่มา : Which?
Sunday, December 9, 2012 by GiZMo · 0
Wednesday, October 24, 2012
จะว่าไปแล้ว iPad Mini นั้นเหมือนเป็น iPad 2 ที่ย่อส่วนลงมาเหลือ 7.9 นิ้ว (จากiPad ปกติ 9.7 นิ้ว) โดยที่มีการใส่นู่นเติมนี้จาก iPad 3 Gen และ iPad 4 Gen. ลงไปด้วย ตามความเหมาะสม หลัก ๆ แล้ว iPad Mini จะมีหน้าจอเหมือน iPad 2 ที่ยังไม่ใช่ Retina Display และใช้ CPU A5 เช่นเดียวกับ iPad 2 ส่วนที่สเปคเหมือนกับ iPad 3 และ iPad 4 นั่นก็คือรองรับ 4G LTE แล้ว และมีกล้องหน้า 1.2 MP กล้องหลัง 5 MP และใช้ Lighning connector แบบเดียวกับ iPad 4 เรามาดูเทียบสเปคกันแบบละเอียด ระหว่าง iPad ทั้ง 3 รุ่นนี้กันว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง
ขนาดและน้ำหนัก
iPad Mini จะหนักเพียง ครึ่งเดียวของ iPad รุ่นปกติ คือประมาณ 300 กรัม ส่วนความบาง ก็บางกว่าประมาณ 2.2 มิลลิเมตร
CPU
iPad Mini ใช้โปสเซสเซอร์ตัวเดียวกับ iPad 2 คือ A5 นั่นเอง โดยที่ iPad 4 ใช้ A6X แล้ว
การเชื่อมต่อ
iPad Mini รองรับ การเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth เทียบเท่ารุ่นอื่น ๆ (ยกเว้น iPad 2 ใช้ Bluetooth 2.1) และสำหรับ เครือข่าย ก็รองรับ 3G และ 4G LTE
SIM
iPad Mini ใช้ NanoSIM ที่แปลกคือ iPad 4 นั่นยังใช้ MicroSIM อยู่
กล้อง และวีดีโอ
แอปเปิลใส่มาครบสำหรับ iPad Mini กล้องหน้าเป็น FaceTime HD ส่วนกล้องหลังก็เป็น 5 MP แบบเดียวกับ iPad 3 และ iPad 4
พอร์ต
iPad Mini ใช้ Lightning connector แล้วเหลือเพียง iPad 2 ที่ใช้ 30-Pin Dock Connector อยู่
คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่
Wednesday, October 24, 2012 by GiZMo · 0
สรุปงาน Apple Event 23 ตุลาคม งานนี้มาตามนัด iPad Mini, New iMac, New Mac Mini, MacBook Pro with Retina 13 นิ้ว และ New iPad 4 Gen???
จบกันไปเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงตีหนึ่งตีสองของงานเรากับงานเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง iPad Mini และผลิตภัณฑ์รุ่นอัพเกรด ที่พาเหรดกันมามากมาย อย่าง iMac, Mac Mini หรือแม้กระทั่ง iPad รุ่นหน้าจอใหญ่ 9 นิ้ว ที่งานนี้ ทำเซอร์ไพร์สสุด ๆ ก็คือเลิกขาย iPad 3 หรือ The new iPad แล้วขาย iPad 4 Gen ที่เรียกว่า iPad with Retina Display แทน เป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดมาก ๆ เพราะ iPad 3 Gen. นั้น ออกมาได้ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น เรามาดูสรุปหลังงาน Apple Event วันที่ 23 ตุลาคมกันว่า มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
iBooks 3.0
iBooks 3.0 เพิ่มการเลื่อนหน้าจออ่านอย่างต่อเนื่อง, ผนวกรวม iCloud เพื่อง่ายต่อการเข้าถึง หนังสือที่ซื้อไปแล้ว, แตะเพื่อแชร์ข้อความในอีบุ๊ค และรองรับภาษาแถบเอเชีย อย่างญี่ปุ่น, เกาหลี และจีน ตอนนี้เริ่มให้ดาวน์โหลด iBooks 3.0 กันได้แล้ว
MacBook Pro with Retina Display หน้าจอ 13 นิ้ว
ก่อนหน้านี้ แอปเปิล ส่ง MacBook Pro รุ่น 15 นิ้ว ออกมาแล้ว ซึ่งก็ขายเลยทีเดียว และตอนนี้ก็ถึงเวลาสำหรับ Macbook Pro ขนาด 13 นิ้ว หน้าจอ Retina Display ราคาเริ่มต้น 1699 เหรียญ (56900 บาทไทย) สเปคที่เหมือนกันมี
- CPU dual-core Intel Core i5 2.5GHz
- Turbo Boost up to 3.1GHz
- 8GB 1600MHz memory
เริ่มสั่งซื้อผ่านออนไลน์วันนี้ และเริ่มจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน
New iMac ดีไซน์ใหม่ บางได้อีก
iMac รุ่นใหม่เรียกได้ว่าปรับหน้าตาตัวเครื่องไปไม่มาก สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือความบางของหน้าจอที่บางกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมาก ขอบหน้าจอบางเพียง 5 มม. เท่านั้น บางกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80% ส่วนอื่นๆ บางลง 45% และ iMac รุ่นนี้ยังตัดไดร์ฟดีวีดีออกไปแล้ว ส่วนสเปคอื่นๆ มีดังนี้
- มีสองขนาดหน้าจอ 21.5" ความละเอียด 1920x1080 พิกเซล และ 27" ความละเอียด 2560x1440 พิกเซล
- ซีพียูรหัส Ivy Bridge Core i5 และ Core i7
- จีพียู NVIDIA รหัส Kepler (รุ่น GT 640M ไปจนถึง GTX 675M)
- ใช้ Fusion Drive หรือการทำงานร่วมกันระหว่าง SSD และ HDD ทำให้ได้ความเร็วในการใช้งานใกล้เคียงกับ SSD (โดยรวมแล้วเหมือนกับ Hybrid Drive ครับ) ความจุเป็น HDD 1TB หรือ 3TB และ SSD 128GB
- พอร์ต USB 3.0 สี่พอร์ต, Thunderbolt กล้องหน้า FaceTime HD และไมค์คู่
iMac รุ่นหน้าจอ 21.5" เปิดราคาที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนรุ่นหน้าจอ 27" เปิดราคาที่ 1,799 ดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มขายเดือนธันวาคมนี้ ส่วนราคาไทยรุ่น 21.5" เปิดมาที่ 42,900 บาท รุ่น 27" 55,900 บาท ส่วนใครที่จะใช้ Fusion Drive ต้องจ่ายเพิ่มอีกครับ
Mac Mini ดีไซน์เดิม เปลี่ยนแปลงสเปคข้างใน
Mac Mini ที่หน้าตาโดยรวมเหมือนเดิม (เหมือนจะเล็กลงนิดหน่อย) มาครั้งนี้ปรับเพิ่มพอร์ต USB 3.0 เข้ามา และอัพสเปคเป็น Ivy Bridge และมาพร้อมกับ OS X Mountain Lion
Mac Mini รุ่นปกติเปิดราคาเริ่มต้นมาที่ 599 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนรุ่นเซิร์ฟเวอร์เปิดราคามาที่ 999 ดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มขายวันนี้ครับ
พระเอกของงาน iPad Mini เล็กพริกขี้หนู หน้าจอ 7.9 นิ้ว
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับแท็บเล็ตรุ่นเล็กของแอปเปิลในชื่อ iPad mini ตามข่าวลือที่มีมาอย่างยาวนาน และก็ออกมาหน้าตาอย่างที่ว่า ใช้ฝาหลังเป็นอลูมิเนียมสองสีเงิน และดำ
ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากซีรีส์ iPad ก่อนหน้าคือขนาดหน้าจอที่เล็กลงราว 40% บนหน้าจอขนาด 7.9" บนความละเอียด 1024x768 พิกเซล (162 PPI) เท่ากับ iPad รุ่นแรก และ iPad 2 นั่นเอง ส่วนสเปคอื่นๆ มีดังนี้ครับ
- ซีพียู Apple A5
- มาพร้อมกับ iOS 6
- กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า FaceTime HD
- มีทั้งรุ่น Wi-Fi และรุ่น Wi-Fi+Cellular
- ตัวเครื่องหนา 7.2 มม. แบตเตอรี่อยู่ได้ 10 ชั่วโมง
- ตัวเครื่องเบากว่า iPad 53% เหลือเพียง 308 กรัม
แอปเปิลระบุว่า iPad mini จะเริ่มขาย 2 พฤศจิกายนนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 459 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรุ่น Wi-Fi+Cellular ที่จะวางขายทีหลังประมาณสองสัปดาห์ครับ
หมายเหตุ : ไม่มีประเทศไทย เพราะว่าคงต้องเป็นวันขาย iPhone 5 (หรือเปล่านะ ?)
ตัวเซอร์ไพร์สในงาน iPad with Retina Display (iPad 4 Gen.)
ก็แค่ใส่ CPU A6X และ Lightning connector
ที่ช็อกพอสมควรสำหรับคนรอ iPad Mini คือ iPad รุ่นใหญ่ก็ได้อัพสเปคในงานนี้ด้วย โดย iPad รุ่นที่สี่หน้าตาจะเหมือนเดิม เปลี่ยนไส้ในไปพอสมควรดังนี้
- เปลี่ยนไปใช้ชิป Apple A6X ตัวเดียวกับ iPhone 5 แต่เพิ่มสัญญาณนาฬิกาเป็นเท่าตัวจาก Apple A5X
- เปลี่ยนไปใช้พอร์ต Lightning
- รองรับเครือข่าย 4G LTE มากขึ้น
เปิดราคาเท่ารุ่นเดิมที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 629 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรุ่น Wi-Fi+Cellular ครับ วางขายพร้อมๆ กับ iPad mini เลย ทำให้ The New iPad (iPad 3 Gen.) กลายเป็น รุ่น limited edition หายากไปในทันที เพราะมีอายุแค่ 6 เดือนเท่านั้น
เหล่าอุปกรณ์เสริมสำหรับ Lightning connector และ Samart Cover for iPad Mini พร้อมแล้ว
สิ่งที่ขาดหายไปไหนในงาน Apple Event นี้
1. กำหนดจำหน่าย iPhone 5 ระยะที่ 3 ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ไม่มีการพูดถึง
2. iTunes 11 หายไปไหนกันนะ ไม่ออกมาซักที
3. iOS 6.0.1 แม้จะมีข่าวลือว่า แอปเปิลทดสอบ iOS 6.0.1 แล้วแต่ก็ไม่มีการประกาศเปิดตัวในงาน
สิ่งที่ถูกฆ่าตัดตอน
The New iPad (iPad 3 Gen.)
by GiZMo · 0
Wednesday, October 17, 2012
เครื่องที่ใช้ A4 Processor (iPhone 4, iPod touch 4G)
iPhone 4 , iPod touch 4G ด้วยช่องโหว่ limera1n ทำให้มีทางเลือกเยอะทีเดียว ขอเพียงแค่มีการเก็บค่า SHSH Blobs ในแต่ละเวอร์ชัน ของ iOS นั้น ๆ เอาไว้แล้ว ก็จะสามารถ downgrade iOS 6 กลับไป iOS 5.1.1 หรือ
เจลเบรค iOS 6 (ยังไม่สมบูรณ์ เปิดเครื่องเองไม่ได้) รวมทั้ง re-restore iOS 5.1.1 ไปยัง iOS 5.1.1 ได้ด้วย
iPad 2 (A5)
สำหรับ iPad ใช้ A5 นั้นต้องการ downgrade จาก iOS 6 ไปยัง iOS 5 นั้น สามารถ ทำได้ แต่จำเป็นต้องมีค่า SHSH Blobs เก็บไว้ โดยต้องมีค่า SHSH ของ firmware เวอร์ชัน 4.x และ 5.x แต่ถ้าต้องการแค่ downgrade จาก iOS 5.x กลับไปยัง iOS 5.x หรือ iOS 4.x ขอแค่มี SHSH Blobs ของเฟิร์มแวร์ iOS 4.x เก็บไว้เท่านั้นiPad 3 , iPhone 4S
ประโยชน์เต็มๆ ของ re-restore ฟีเจอร์ น่าจะอยู่ที่ 2 รุ่นนี้ เพราะว่า ไม่สามารถเจลเบรค iOS 6 ได้ ดังนั้นถ้าเครื่องรวน ต้องการ restore firmware iOS 5.x ใหม่ ขณะที่ใช้ iOS 5.x อยู่แล้ว ก็สามารถทำได้ โดยต้องมีค่า SHSH Blobs ของ iOS 5.x เก็บเอาไว้แล้ว แต่สำหรับการ downgrade iOS 6 กลับไป iOS 5 ไม่สามารถทำได้หมายเหตุ : สำหรับเครื่องที่ใช้ iOS 5.x อยู่ตอนนี้ที่อัพเกรดผ่านทาง OTA ไม่ได้อัพเกรดผ่าน iTunes ข่าวร้ายก็คือ จะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ re-restore จาก iOS 5 ไปยัง iOS 5 ได้
เตรียมพร้อม
- redsn0w 0.9.15b2 ขึ้นไป- SHSH Blobs ของ firmware ตามที่ต้องการ (SHSH Blobs iOS 4 หรือ iOS 5)
- iTunes 10.7
- ดาวน์โหลด firmware iOS 5.1.1ที่ตรงกับเครื่อง
- เพื่อความมั่นใจ อย่าลืม backup ข้อมูลไว้ก่อน
- เพื่อความมั่นใจ อย่าลืม backup ข้อมูลไว้ก่อน
โปรดทราบ : เครื่องหิ้วติดล็อคซิม งดทำตามขั้นตอนนี้
1. สร้างโพลเดอร์ Pwnage แล้ว แตก zip ไฟล์ของ redsn0w ไว้ในโฟลเดอร์นี้ รวมทั้ง ไฟล์ firmware ipsw ด้วย
2. คลิกขวา ที่ไฟล์ redsn0w.exe ในคอม แล้วเลือก "Run as Administrator"
3. เลือก Extras
4. เลือก Even More จากเมนู Extras
5. เลือก Restore จาก เมนู Even more
6. เลือกไฟล์ ipsw (firmware iOS 5.1.1) กดที่ปุ่ม IPSW แล้วค้นหา ไฟล์เฟิร์มแวร์ที่ดาวน์โหลดมาไว้ล่วงหน้า
7. redsn0w จะให้เราเสียบไอโฟนเข้ากับคอมพิวเตอร์ ให้เราเลือก OK
8. ถ้าเราต้องการเปลี่ยนไปใช้ firmware เวอร์ชันอื่น เช่น iOS 5.0.1 เราสามารถเปลี่ยนได้ตอนนี้ แต่ถ้าเราต้องการ re-restore firmware version เดิมที่ใช้อยู่ที่เครื่อง redsn0w จะทำการเช็คกับ Cydia server ว่ามี SHSH Blobs ที่จำเป็นต้องใช้อยู่หรือเปล่า
ถ้า redsn0w ไม่เจอ ให้ลองกด ปุ่ม "remote" เพื่อลองอีกครั้ง ถ้าไม่ได้ ให้เคลิก local แล้วค้นหา SHSH Blobs ที่เราเก็บเอาไว้ จากโปรแกรมอื่น เช่น TinyUmbrella
9. redsn0w จะทำให้ iPhone , iPad เราเข้าสู่ Recovery mode
Wednesday, October 17, 2012 by GiZMo · 6
Sunday, September 30, 2012
หลังจากการออก iOS 6 ทาง แอปเปิลก็ได้ อัพเดต Find My iPhone / iPad app ใหม่ เพื่อรองรับ iOS 6 และมีการปรับเปลี่ยนหน้าตา ให้คล้ายกับ Find My Friends app มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ "Lost Mode" เพื่อช่วยติดตาม เครื่องที่หายไป โดยปรับปรุงเพิ่มเติมจาก Find My iPhone เดิม ที่ทำได้แค่ ส่งเสียงเตือน, ส่งข้อความ, ล็อคเครื่อง และลบข้อมูลเครื่องระยะไกล สำหรับ Lost Mode เราทำได้มากกว่านั้น
เมื่อเราสั่งให้เครื่องที่หายไปนั้น เข้าสู่ Lost Mode เราสามารถตั้ง passcode เพื่อล็อคเครื่องได้จากระยะไกล , ล็อคเครื่อง, ส่งข้อความพร้อมเบอร์ติดต่อกลับ เผื่อในกรณีมีคนพบเครื่อง ให้เขาสามารถติดต่อกลับได้แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ ในเครื่องได้ และเมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะ offline เราสามารถตั้งให้ระบบ ส่งอีเมลแจ้งเตือนเมื่อเครื่องที่หายมีโอกาสต่อ Wi-Fi หรือสัญญาณโทรศัพท์ รวมทั้งติดตามตำแหน่ง เมื่อเครื่องมีการเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิม
iPhone และ iPad เป็นอุปกรณ์ยอดนิยม ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะ โดนลักขโมยสูงด้วยเช่นกัน ดังนั้น แนะนำให้เปิดฟีเจอร์ Find My iPhone เอาไว้ทุกครั้งที่มีการเปิดใช้เครื่องใหม่ แม้จะตามโทรศัพท์ กลับมาไมได้ แต่อย่างน้อย เรายังมีตัวเลือกในการดำเนินการต่างๆ ได้
วิธีเปิดการใช้งาน Find My iPhone ใน iOS 6
1. ไปที่ Settings > iCloud ทำการ sign in iCloud account ของเรา โดยการใส่ Apple ID และ password ลงไป
2. ที่ iCloud เลือก Find my iPhone ให้เป็น "ON"
3. ไปที่ App Store แล้วค้นหา "Find my iPhone" และทำการติดตั้งเพื่อการใช้งานในภายหลัง
เบื้องต้นกับการใช้งาน Find My iPhone app
เมื่อทำการติดตั้ง Find My iPhone app เรียบร้อยแล้ว ครั้งแรก ให้เราทำการใส่ Apple ID กับ Password (สำหรับ iOS 6 ไม่จำเป็นต้องใส่ Apple ID หลาย ๆ รอบแล้ว)
แอพจะจำข้อมูลของเราค้างไว้เลย เมื่อใส่ Apple ID และ รหัสผ่านแล้ว จะพบหน้า "My Devices" ซึ่งรวมจำนวนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ iCloud account เดียวกัน ให้สังเกตที่ ลูกกลมๆ ด้านหน้าแต่ละเครื่อง โดย สีเขียวแปลว่า ค้นพบตำแหน่งเครื่องนั้น ๆ แล้ว ส่วน สีเทาแปลว่า ไม่สามารถติดต่อ เครื่องนั้นๆ เพื่อระบุ ตำแหน่งได้ ซึ่งมีหลายสาเหตุลเช่น แบตหมด, โดนล้างข้อมูลไปแล้ว, ไม่มีสัญญาณเน็ต
ถ้าเครื่องที่เราต้องการค้นหาเป็นสีเขียว ก็ให้เลือกเครื่องที่ต้องการนั้นได้เลย ซึ่งเราจะได้ข้อมูล พิกัดตัวเครื่องที่หายไป พร้อมสามารถเลือกสั่งงานจากระยะไกลได้
เข้าควบคุมเครื่องระยะไกล
เมื่อเข้ามาหน้า info page ของเครื่องที่หายไปแล้ว เราสามารถสั่งงานระยะไกลได้หลายอย่าง อย่างแรกก็คือ เราสามารถส่ง เสียงไปยังเครื่องที่หายได้ อันนี้เหมาะสำหรับ คนที่กำลังหาเครื่องว่าหล่นอยู่ในบ้าน หรือในรถ หรือปล่า ? อย่างที่สองก็คือ เราเปิดการใช้ Lost mode และสุดท้ายคือ ลบข้อมูลทั้งหมดในเครื่อง
ที่มุมบนด้านขวาของ info page เมื่อเราแตะไปจะมีตัวเลือก เกี่ยวกับแผนที่ ที่เราใช้ (สำหรับ iOS 6 Map ใน Find my iPhone จะเป็น Apple Maps แล้ว) โดยค่าเริ่มต้น จะเป็น standard view เราสามารถเปลี่ยนการแสดงป็น ภาพถ่ายจากดาวเทียม หรือ การผสมระหว่างเส้นทางถนน กับภาพถ่ายดาวเทียมรวมกัน (hybrid map) ซึ่ง เหมือนกับที่ใช้ใน Apple Maps นั่นเอง
ปุ่มส่งเสียง (Play Sound)
ปุ่มนี่เมื่อแตะแล้วจะมีเสียงปี๊ปดังยังเครื่องที่หาย โดยไม่สนใจว่า เครื่องปิดเสียง หรือลดเสียงลงจนเบา เสียงที่ส่งไปนั้นจะยังดัง นอกจาก เสียงดังขึ้นที่เครื่องแล้ว จะมีข้อความหนึ่งที่หน้า Lock Screen เพื่อแสดง ความให้คนที่เก็บโทรศัพท์เราได้ เช่นทิ้งเบอร์โทร ให้คนที่เก็บได้ นอกจากนั้น กรณี ที่เครื่องไม่ได้ต่อเน็ตไว้ตอนแรก เมื่อเครื่องต่อเน็ตเมื่อไหร่ เสียงจะดังขึ้นทันที พร้อมมีอีเมลแจ้งเตือนเราว่า เสียงและข้อความได้ส่งไปยังเครื่องที่หายแล้ว
ปุ่มลบข้อมูล (Erase iPhone / iPad)
เมื่อแตะปุ่มนี้ จะเป็นการล้างข้อมูลในเครื่องทั้งหมด ในกรณีที่คิดว่า ไม่ได้เครื่องคืนแล้ว อย่างน้อยก็ลบข้อมูลสำคัญทิ้งก่อนดีกว่า แต่อย่าลืมว่า เมื่อใช้ฟังกช์ันนี้แล้ว เราจะไม่สามารถติดตามเครื่องได้อีกแล้ว เนื่องจากข้อมูลถูก ล้างไปหมดแล้ว แนะนำว่าควรใช้ฟังก์ชันนี้ เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้คืนแล้ว เพราะ ถ้าเกิดโชคดีได้เครื่องคืน เราสามารถ restore from backup สำหรับข้อมูลที่ ลบออกไปได้อยู่แล้ว เมื่อเรียกใช้งานจะมีหน้าตาเตือน ก่อนลบ และเราจำเป็นต้องใส่ Apple ID / password ที่เป็น iCloud account ประจำเครื่องก่อนลบอีกด้วย
โหมดเครื่องหาย หรือโดนขโมย (Lost Mode)
ฟังก์ชันนี้เป็นโหมดใหม่ เราสามารถสั่งเครื่องให้ตั้้งรหัสผ่านหน้าจอ (passcode lock), ติดตามเครื่อง, ติดต่อกับเครื่องที่หายได้จากระยะไกล เมื่อแตะ ที่ Lost Mode จะมีหน้าตาให้ใส่รหัสผ่าน (passcode) เพื่อตั้งรหัสผ่านให้กับเครื่อง ที่หายไป
ต่อมาเราจะต้องใส่เบอร์โทรที่ติดต่อกลับได้ ซึ่งเบอร์โทรนี้จะ ขึ้นที่หน้าล็อคกรีน ให้เรา
สุดท้าย เราสามารถใส่ข้อความใด ๆ เพื่อแจ้งให้กับผู้ที่เก็บโทรศัพท์เราได้ สำหรับ เบอร์โทร และข้อความ เราไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้ เมื่อเปิด Lost Mode แล้ว เราจะได้รับอีเมลแจ้งเข้ามายังอีเมล ที่เราผูกไว้กับ iCloud
เมื่ออยู่ในโหมดนี้ เราสมารถกลับมาเปลี่ยน แก้ไข เบอร์โทร และข้อความได้ตลอด และเมื่อเราเปิด "ON" ให้กับ Email Updates เราจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนทุกครั้ง ที่เครื่องที่หายมีการย้ายตำแหน่ง
สำหรับคำถามที่ว่า แล้วเครื่องถูกปิดอยู่ แล้วจะเปิด Lost Mode ยังไง ? คำตอบก็คือ เครื่องจะเข้าสถานะ pending mode ไว้และจะเริ่มเข้า lost mode เมื่อเครื่องที่หาย ต่อออนไลน์ได้
Find My iPhone เวอร์ชันใหม่นี้ มีการปรับเปลี่ยนหน้าตา และการใช้งาน ให้ดีขึ้นกว่าเวอร์ชันเดิม ให้เราสามารถติดตาม เครื่อง ที่หาย หรือโดนขโมย ได้ง่ายขึ้น จุดเปลี่ยนแปลงอีกจุดก็คือ เรื่องของแผนที่ โดยใน Find my iPhone app นั้นจะใช้ Apple Maps ส่วน Find my iPhone ผ่านทาง icloud.com จะยังใช้ Google Maps อยู่ ดังนั้นถ้า Apple Maps ไม่ละเอียดพอ สามารถ เปิดดูผ่านคอม ที่ icloud.com แทนได้ และ Find my iPhone นี้ สามารถใช้กับ iPad ด้วยเช่นกัน
สำหรับใครที่ใช้เครื่อง iOS ทั้งหลาย ก็แนะนำว่า เมื่อ restore เครื่อง ใหม่ หรือซื้อเครื่องใหม่มา ก็เปิดการใช้งาน Find my iPhone กันไว้ แต่เนิ่น ๆ เลย เรียกว่ากันไว้ดีกว่า ไอโฟนหายจะไม่มีให้ตามกัน
ที่มา : iDownloadblog
Sunday, September 30, 2012 by GiZMo · 0









